You are currently browsing the tag archive for the 'ข้อคิด' tag.

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมาในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า

ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง
มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมาในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า

ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง
มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า

ฉันจะให้เงินแบงค์ 1, 000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้
เขาเริ่มที่จะขยำ ๆ เงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า ใครจะยังต้องการมันอีกยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก

ดีเขาตอบ แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก

ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีกก็ยังคงมีคนยกมืออีก

เพื่อน ๆคุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่

เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 1, 000 บาท อยู่นั่นเอง

เหมือนกับ หลาย ๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง
ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ อย่าลืมมันตลอดไป!

อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้

เย็นวันหนึ่งหลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จ

ผู้เป็นพ่อได้เรียกลูกสาวให้ไปพบที่ห้อง

พอไปถึง

พ่อได้หยิบเหรียญ 5 บาท มากำไว้ในมือ 1 เหรียญ

พ่อยื่นมือไปที่ลูก พร้อมกับถามว่าอยากรู้มั้ยจ๊ะลูกว่าอะไรอยู่ในกำมือพ่อ

เมื่อลูกได้ฟังพ่อดังนั้นจึงเกิดความสงสัย และอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรอยู่ในกำมือพ่อ

ลูกจึงตอบพ่อกลับไปว่าอยากรู้ค่ะคุณพ่อ

พ่อได้ทีจึงบอกกับลูกว่า

ถ้าอยากรู้พ่อก็จะให้ลูกดู แต่มีข้อแม้ว่าลูกต้องทำตามที่พ่อบอกทุกอย่างจนกว่าพ่อจะพอใจ

ลูกสาวรับปากพ่อพร้อมกับถามว่าแล้วคุณพ่อจะให้หนูทำอะไรบ้างคะ

เมื่อได้ยินลูกสาวพูดดังนั้น พ่อก็เลยบอกให้ลูกสาวทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ

เช่น เอาเขกโต๊ะ เขกพื้น หรือแม้กระทั่งเขกหัวตัวเอง

พ่อให้ลูกสาวทรมานตัวเองไปเรื่อยๆจนพ่อพอใจ แล้วจึงบอกให้ลูกหยุด

ตกลงพ่อจะให้ลูกดูก็จ่ะ

ว่าแล้วพ่อก็แบมือที่กำเหรียญ 5 บาทนั้นให้ลูกดู

เมื่อลูกสาวได้เห็นเหรียญ 5 บาทเหรียญนั้น ก็พูดขึ้นว่า

เนี่ยนะคะที่พ่อจะให้หนูดู แค่เหรียญ 5 บาทเนี่ยนะคะ

จากนั้นพ่อก็กำเหรียญ 5 บาทเหรียญเดิม พร้อมกับถามลูกสาวอีกครั้งว่า

ลูกอยากรู้อีกมั้ยจ๊ะว่าอะไรอยู่ในกำมือพ่อ

ลูกสาวทำหน้าเซ็ง พร้อมกับพูดว่า

ไม่อยากรู้หรอกค่ะ เพราะหนูรู้แล้วว่ามันคืออะไร

เมื่อได้ฟังลูกสาวพูดดังนั้น พ่อก็เลยพูดขึ้นว่า

ถ้าอย่างนั้น พ่อจะให้ลูกดูฟรีๆ ลูกจะดูมั้ยจ๊ะ

พูดจบพ่อก็แบมือที่กำเหรียญ 5 บาทเหรียญนั้นให้ลูกดูฟรีๆโดยไม่มีข้อแม้

ลูกสาวก็ดูไปอย่างนั้น โดยที่ไม่มีความรู้สึกอยากรู้ อยากเห็นเหมือนครั้งแรก

เมื่อพ่อได้เห็นกิริยาท่าทางของลูกดังนั้น พ่อจึงพูดขึ้นว่า

นี่แหละคือสิ่งที่พ่ออยากจะบอกกับลูก ลูกในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนผู้ชาย

และเหรียญ 5 บาทเหรียญนี้ก็ก็เปรียบเสมือนผู้หญิง

พ่ออธิบายต่อไปว่า

จำไว้นะลูกเกิดเป็นผู้หญิงต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว

ไม่งั้นลูกก็จะเป็นเหมือนเหรียญ 5 บาทเหรียญนี้

ที่มีค่าสมควรที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รู้ได้เห็นมันในครั้งแรก

แต่พอได้รู้ได้เห็นมันแล้ว ก็จะไม่อยากจะรู้จะเห็นมันอีก

ลูกก็จะกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่มีค่าพอที่ผู้ชายจะทำทุกอย่างเพื่อลูก

ก็เหมือนกับลูกในตอนนี้ที่ไม่อยากจะรู้ อยากจะเห็นว่าอะไรอยู่ในกำมือพ่อในครั้งที่สอง

บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป

เพียงเพราะใช้เวลาสั้นๆ ในการตัดสินสิ่งนั้นว่า ไร้สาระ
หลายวันก่อน เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า
ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?
ผมไม่ได้สนใจและใส่ใจกับคำถามนั้นสักเท่าไหร่
เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีสาระอะไรเสียเลย

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตอบเล่นๆ ไปว่า
ก็คงมีเพื่อความสะดวกมั้ง
หรือไม่ก็ช่วยให้คนขี้ลืมที่ชอบวางยางลบไม่เป็นที่เป็นทาง
ได้มียางลบใช้มั้ง

เพื่อนของผมก็อมยิ้ม ก่อนที่จะตอบผม สั้นๆ ว่า ไม่ใช่

อ้าว. . .งั้นเพราะอะไรล่ะผมอดที่จะถามไม่ได้

ก็เพราะว่า คนเราสามารถทำผิดกันได้

“. . . . . . . . . . . . . ” ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง

หลังจากที่ได้ยินคำตอบ
และปล่อยให้เจ้าของคำถามเดินจากไป
โดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าคำตอบสั้นๆ ของเขาเท่านั้น

คำถามของเพื่อนที่ผมเคยมองว่ามันไร้สาระ
กลับทำให้ผม ได้เก็บมาคิดแทบทุกขณะที่สมองว่าง

เย็นวันนั้น
ผมจึงหยิบโทรศัพท์เขียนข้อความส่งถึงเพื่อนๆ
ด้วยประโยคที่ซ้ำกัน. . .
ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ
เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้

แต่จงจำไว้ว่า. . .เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ

เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้

ผมเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจากเพื่อนนั้นมันจะถูกต้องหรือไม่

และเพื่อนๆที่ได้รับข้อความจากผมจะเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะบอกหรือเปล่า

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการมากสักเท่าไหร่

แต่สิ่งที่ผมอยากได้รับ คือเพื่อนของผมจะคิดต่อจากความคิดของผมอย่างไร

และลึกๆ ผมก็แค่หวังว่าเพื่อนของผมคงจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด

และไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและยอมรับการกระทำของตัวเอง. . .
เพียงแค่นั้น ผมก็หมดห่วง
และเพื่อน ๆ ที่ได้อ่านแล้วคิดอย่างไรกันบ้างครับว่า
ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?

คนเราทำผิดก็ต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นๆ
เหมือนกับที่เราเขียนผิดแล้วก็ต้องลบ แล้วแก้ใหม่ให้ถูกต้อง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…….. มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่ง
ใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า
ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้ของเราเจอได้ไงครับอาจารย์
บอกผมหน่อยได้ไหมครับ ?
อาจารย์ : ( เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ) อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ
แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถามที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย ์ :( นั่งคิดอย่างหนัก) ผมไม่เข้าใจครับ
อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม
เธอลองเดินไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ
แต่ว่าเวลาเธอเดินเนี่ยเธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์ :ได้เลยครับจารย์ รอสักครูนะครับ ( ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปยังสนามหญ้า)
หลังจากนั้นไม่นาน….
ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจารย์
อาจารย์ :อืม…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ
ลูกศิษย์ : อ๋อ! คืองี้ครับ ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย ผมก็คิดว่า
เออ… เดี๋ยวก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที
มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับจะเดินกลับก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์สั่งห้ามไว้
อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ

เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา….

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือคนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ
ทุ่งหญ้าก็คือ เวลา เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ

อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่า
ประโยชน์ อย่าลืมว่า เวลาไม่เคยย้อนกลับ และไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น
เรื่องนี้ยังสามารถใช้ได้กับการหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต หรือแม้กระทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ

ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรมที่ว่า จงรัก และไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัวแต่เสียเวลา

บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น